เมื่อพูดถึง ทีมจากเอเชีย ในศึก ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย เรามักมีภาพจำเดิมๆ ว่าผู้เล่นตัวเล็ก ไม่ค่อยมีเทคนิค ทักษะ และพละกำลัง แตกต่างจาก ทีมยุโรป ที่โดดเด่นเรื่อง ทีมเวิร์ค ประสบการณ์ สภาพร่างกาย และเป็นรอง ทีมจากอเมริกาใต้ เรื่องเทคนิค อันพลิ้วไหว แต่วันนี้ ทีมจากเอเชีย ตั้งแต่ อิหร่านถึงญี่ปุ่น เปิดหัวทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่สุดบนผืนปฐพีด้วย 3 คะแนน

อิหร่านถึงญี่ปุ่น ทีมเอเชีย ที่ไม่กลัวใคร ในศึก ฟุตบอลโลก

อิหร่านถึงญี่ปุ่น

อิหร่านฉลองชัยและ 3 คะแนนแรกในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้สำเร็จ

อิหร่าน เป็นชาติในเอเชียที่แตกต่างจากเอเชียตะวันออกไกลในหลายด้าน วัฒนธรรม รากภาษา กายภาพ แต่การผ่านเข้ารอบสุดท้ายของพวกเขาก็มาจากโควต้าเอเชีย การเฉือนโมร็อกโก 1-0 ในช่วงทดเจ็บแบบมีโชคนิดๆ เพราะผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามทำเข้าประตูตัวเองอาจโดนมองว่าเป็นเรื่องของดวงล้วนๆ ด้วยก่อนหน้านี้ ตัวแทนจากทวีปแอฟริกามีโอกาสหลายครั้งแต่ไม่สามารถทำได้ และจบลงอย่างเจ็บปวด

ถึงอย่างนั้น เกมดังกล่าวก็ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่อิหร่านได้ชัย พวกเขาเคยเอาชนะสหรัฐมาแล้วใน ฟร้องซ์ 98 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พวกเขาไปเล่นฟุตบอลโลก มันคือการตอกย้ำว่าพวกเขาไม่ได้มาเล่นๆ

บูฮัดซู

บูฮัดซู (คนกลาง) ผู้เล่นโมร็อกโกหลั่งน้ำตา หลังจากโหม่งเข้าประตูตัวเองในช่วงทดเจ็บ

ทั้งคู่ห่างไกล เวิลด์ คัพ รอบสุดท้ายมานานพอกัน 20 ปี พวกเขาจึงมุ่งมั่นอย่างมากในครั้งนี้ โมร็อกโก มีกุนซือ แอร์กเว่ เรนาร์ ที่เคยสร้างชื่อจากการพาทีมสมัครเล่นอย่างแซมเบียเป็นแชมป์แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ เอาชนะทีมรวมดาราที่พีคสุดแบบไอเวอรี่ โคสต์ แน่นอนว่า อิหร่านไม่ยอมแพ้แท็คติก ว่าจ้าง คาร์ลอส เคย์รอซ เข้ามา และประสบความสำเร็จในครั้งนี้

เทียบตัวนักเตะ โมร็อกโกมีแนวรุกวัยเพียง 19 อยู่กับ เรอัล มาดริด อย่าง อัคราฟ ฮาคิมี่ กองกลาง ยูเนส เบลอองด้า และแนวรับ เมห์ดิ เบนาเตีย อีกหลายคนค้าแข้งในฝรั่งเศส ขณะที่อิหร่านก็มีนักเตะค้าแข้งในยุโรปบ้าง แม้เป็นสโมสรขนาดเล็กในเบลเยี่ยมหรือเนเธอร์แลนด์ แต่ก็ช่วยเรื่องประสบการณ์ได้มาก

ทีมชาติอิหร่าน

คาร์ลอส เคย์รอซ คุมอิหร่านมานาน 7 ปีกว่าจะมีวันนี้

ช่องว่างความต่างไม่ได้ห่างไกล แต่คงไม่มากเกินไปที่จะบอกว่าน่าชื่นชม ในฐานะทีมที่ไม่ละความพยายาม

ถ้าพูดกันเรื่องความพยายาม เราคงละชื่อญี่ปุ่นไปไม่ได้ พวกเขาเป็นขาประจำของฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายตั้งแต่ปี 1998 เป็นชาติที่มีแผน มีความตั้งใจ และทีมหญิงของพวกเขาสัมผัสแชมป์โลกมาแล้ว

“ซามูไร บลูส์” ดูเหมือนยังประสบปัญหาเล็กน้อยด้านกายภาพ เมื่อสถิติชี้ชัดว่า พวกเขาคือทีมที่มีส่วนสูงน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ใน เวิลด์ คัพ ที่รัสเซีย แต่พวกเขามีสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม

จากอิหร่านถึงญี่ปุ่น ยักษ์เล็กไล่ยักษ์ใหญ่

ค่าเฉลี่ยความสูงของญี่ปุ่นคือ 178.1 ซม. เป็นรองแค่ ซาอุดิอาระเบีย 176.2 ซม.

หากนับย้อนไป 20 ปี พวกเขาใช้แข้งเจลีกล้วนๆ บวก 1 แข้งโอนสัญชาติ ว้ากเนอร์ โลเปส แต่ในการลงสนามพบโคลอมเบีย ทีมชุดนี้คับคั่งไปด้วยผู้เล่นในสโมสรยุโรป ซึ่งทุกคนใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ได้จริง

โคลอมเบียเป็นชาติแนวหน้าจากอเมริกาใต้ แค่เห็นชื่อพวกเขาก็ขนลุกไปทั้งตัว ทั้งหมดเล่นอยู่กับทีมดังในยุโรป เทคนิค ทักษะ ไม่บกพร่อง ราดาเมล ฟัลเกา พยายามกระตุ้นเพื่อนๆ เขามีพลังกายและใจล้นเหลือ หลังทนเก็บความเจ็บปวดที่ไม่ได้มาฟุตบอลโลกเมื่อ 4 ปีก่อนไว้แน่นอก

ทีมจากเอเชีย

ใบแดงของ คาร์ลอส ซานเชซ (หมายเลข 6) เปลี่ยนเกมนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

เริ่มเกม 3 นาทีแรก คาร์ลอส ซานเชซ เสียท่าด้วยการเล่นวอลเลย์บอลในกรอบเขตโทษ ป้องกันลูกยิงของ ชินจิ คางาวะ ทำให้โดนใบแดงในทันที และ คางาวะ ก็สังหารอย่างเลือดเย็นเข้าตรงกลางประตู

โคลอมเบียเดินหน้าบุกกระหน่ำหวังจะเอาคืน ญี่ปุ่นซึ่งเป็นทีมรองที่ด้อยกว่า พวกเขาไม่เปิดหน้าแลก แต่อดทนรอโอกาส แม้โดนตีเสมอเกมรับก็ยังแน่นแข็ง จนเมื่อเวลาที่รอคอยมาถึง ยูยะ โอซาโกะ จาก แวร์เดอร์ เบรเมน ขึ้นโขกประตูชัย ไม่ผิดแน่นอน ขึ้นโขก! ซึ่งหากเป็นเมื่อก่อน พวกเขาอาจไม่มีแผนแบบนี้

ญี่ปุ่นมั่นใจในแผนดึงดาวดังมาร่วมโม่แข้งเจลีก แต่หลายปีฝ่าน ความพยายามของพวกเขาไม่สำเร็จอย่างที่หวัง อย่ากระนั้นเลย ก็ต้องปล่อยให้นักเตะไปที่ยุโรปบ้าง มันไม่ใช่การก้มหัวให้ใคร แต่ทำในสิ่งที่จำเป็นตามแกนโลก

ทีมชาติญี่ปุ่น

โอซาโกะ (หมายเลข 15) ฮีโร่ของญี่ปุ่น ฝึกฝีเท้าใน บุนเดสลีกา จนได้ที่

อันที่จริงแล้ว ชาติอื่นจากเอเชียอย่างเกาหลีใต้ที่เพิ่งพ่ายสวีเดนก็ไม่ได้เป็นรองอย่างน่าเกลียด เล่นแบบสู้ได้ แต่โอกาสไม่มากพอ ขณะที่ออสเตรเลียก็แพ้แบบที่ฝรั่งเศสโดนด่ายับ เพราะเล่นฟุตบอลไม่สวยงาม ทั้งคู่ก้มหน้ารับผลสกอร์ที่เกิดขึ้น

ว่ากันตามตรง บรรดาทีมระดับบิ๊กก็สร้างความโกลาหลและผิดหวังให้กองเชียร์ไม่น้อย ขนาดแชมป์เก่าอย่างเยอรมนีก็พลาดท่า ทีมท็อป 5 หลายทีมยังเกือบไม่มีแต้ม

4 ตัวแทนจากเอเชียกำลังบอกเราว่า วันนี้ยักษ์เล็กลุกขึ้นมาไล่ยักษ์ใหญ่ โลกฟุตบอลไม่กว้างขวางอย่างที่เราเฝ้าฝันอีกต่อไปถ้าตั้งใจและรู้จักพัฒนา

ฟุตบอลโลก

คงมีสักวันที่พื้นที่นี้จะไม่ได้เปลี่ยนมืออยู่แค่ในยุโรปและอเมริกาใต้อีกต่อไป

ถ้วยฟุตบอลโลกใบปัจจุบันจารึกประวัติศาสตร์ไว้ว่า มีอยู่ 6 ชาติที่เคยได้ชื่นชมมัน และมีที่ว่างอยู่ถึงปี 2038 ถึงเวลานั้นเราอาจเห็นยักษ์เล็กบรรจุชื่อไว้ใต้ฐานสีทองนั้น ในเวลาที่ไล่เลี่ยกับได้เห็นประเทศไทยไปโลดแล่นบนเวทีโลกสมใจ… ละมั้ง


ถ้าคุณคือคนที่ รักกีฬา ต้องไม่พลาด ติดตาม สาระ ฟุตบอลโลก ที่ wiredtocreatebook.com

Leave a Reply