ผู้ปลุกวิญญาณเสือเหลือง

ผลงานร้อนฉ่าของ “โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์” ในเวลานี้ เป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งผลงานใน บุนเดสลีกา หรือจะถ้วยยุโรปใบใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก กองทัพเสือเหลืองนั้นยึดหัวหาดเอาไว้ได้หมดทั้งสิ้น

ดอร์ทมุนด์ ชุดนี้เป็นทีมที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เป็นทีมที่ขับเคลื่อนโดยพลังหนุ่ม แก๊งนักเตะเลือดใหม่ ที่ทั้งฟอร์มการเล่นและวัยอยู่ในช่วง “กำลังห้าว” ได้ที่ โดยมีกัปตันทีมสุดหล่ออย่าง มาร์โก้ ร๊อยส์ เป็นหัวโจก

และภายใต้ฟอร์มอันร้อนแรงนี้ ความดีความชอบส่วนหนึ่ง สื่อแทบจะทุกสำนักต่างยกเครดิตให้กับ “ลูเซียง ฟาฟร์” กุนซือชาวสวิส ผู้เข้ามาปรับแต่ง เปลี่ยนแปลง และเติมหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้เสือเหลืองตัวนี้กลับมาดุดันได้อีกครั้งอย่างที่เคยเป็นเมื่อนานมาแล้ว

นับตั้งแต่ยุคของ เยอร์เก้น คล็อปป์ เป็นต้นมา “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยังไม่เคยได้สัมผัสถาดแชมป์บุนเดสลีกาอีกเลย ใกล้เคียงที่สุดก็ฤดูกาล 2015-2016 ภายใต้การคุมทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล โดยจบด้วยการเป็นรองแชมป์ มีแต้มเป็นรอง บาเยิร์น มิวนิค ของ เป๊ป กวาดิโอล่า ถึง 10 คะแนน

เสือเหลือง

ยังดีว่าในช่วงที่ ทูเคิ่ล เป็นกุนซือนั้น เขาสามารถพา ดอร์ทมุนด์ เป็นแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล เป็นถ้วยปลอบประโลมใจให้กับแฟน ๆ ของ เสือเหลือง ได้ซึมซับความรู้สึกถึงบรรยากาศของแชมเปี้ยนบ้าง

เรื่อยจนมาถึง ปีเตอร์ บอสซ์ เฮดโค้ชชาวเนเธอร์แลนด์ ที่อยู่กับทีมได้เพียงแค่ 6 เดือน ก่อนจะโดนเด้งจากผลงานอันย่ำแย่ของทีม ก่อนดึง ปีเตอร์ ชโตเกอร์ มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ จนพา ดอร์ทมุนด์ จบบนพื้นที่ยูซีแอล

คราวนี้ก็ถึงคิวของพระเอกในคอลัมน์นี้ “ลูเซียง ฟาฟร์”

ลูเซียง ฟาฟร์

ฟาฟร์ ได้สร้างชื่อให้กับตัวเองที่ สวิสเซอร์แลนด์ แผ่นดินบ้านเกิด ด้วยการพา เอฟซี ซูริค เถลิงแชมป์สวิสคัพ ตามด้วย สวิส ซุปเปอร์ ลีก ลีกสูงสุดของแดนนาฬิกา ปาดหน้ายักษ์ใหญ่ทั้งสอง อย่าง บาเซิ่ล และ ยัง บอยส์ เบิร์น ได้แบบหมดจด เป็นใบเบิกทางให้ ฟาฟร์ ได้เข้ามาโชว์ฝีไม้ลายมือบนแผ่นดินเยอรมันกับ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน เมื่อปี 2007

แต่ผลงานจริง ๆ ที่เริ่มทำให้ ฟาฟร์ เป็นที่รู้จักและคนในวงการเริ่มซูฮกในฝีมือ คือการยกระดับ “สิงห์หนุ่ม” โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ที่ต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นในเวลานั้น ให้กลายเป็นทีมระดับลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก

ที่แม้ว่า กลัดบัค ในยุคของ ฟาฟร์ จะไม่มีแชมป์ติดไม้ติดมือเลยก็ตาม แถมการพา กลัดบัค แพ้ 5 เกมรวด ในการออกสตาร์ในปี 2015 ทำให้เวลาของเขา และ สิงห์หนุ่ม นั้นหมดลง

แต่ผลงาน รวมถึงสไตล์การทำทีมของเขา ก็ได้ทำให้ ฟาฟร์ มีชื่อเสียงในวงกว้างไปเสียแล้ว เมื่อ นีซ สโมสรระดับกลางใน ลีก เอิง ได้ติดต่อเข้ามา ฟาฟร์ ไม่รอช้า เพราะนี่คืองานที่จะทำให้เขาได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

และเขาก็ไม่ทำให้แฟน ๆ นีซ ผิดหวัง เมื่อสามารถพาทีมจบอันดับสามบนพื้นที่แชมเปี้ยนลีกได้และยังถือเป็นอันดับที่ดีที่สุดในรอบทศวรรษของ นีซ อีกด้วย

ด้วยผลงานเก่า ๆ บนเวทีบุนเดสลีกา และการพา นีซ ไปเล่นถ้วยใหญ่อย่างยูซีแอลได้ ประกอบกับตำแหน่งเฮดโค้ชเสือเหลืองที่กำลังว่าง เส้นทางของ ฟาฟร์ กับ ดอร์ทมุนด์ ก็ได้มาบรรจบกันเสียที โดยมี โยอาคิม วัตช์เค่ บิ๊กบอสของ ดอร์ทมุนด์ ที่ชื่นชอบฝีมือและแนวทางการทำทีมของ ฟาฟร์ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และกับงานที่ ซิกนัล อีดูน่า นี้ สำหรับ ฟาฟร์ เองนั้น ตัวเขาก็หมายมั่นปั้นมือเป็นอย่างมาก เพรานี่คือทีมระดับท็อปของยุโรปทีมแรกในชีวิตการทำทีมของเขา

สไตล์การคุมของ ฟาฟร์ เขาเป็นโค้ชที่ถนัดทำทีมฟุตบอลแบบไดนามิก โจมตีเคาเตอร์แอทแท็คแบบรวดเร็ว แถมยังเก่งในด้านของแท็คติก แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้เขาถูกดึงมาคุมทัพเสือเหลืองยังบลัดชุดนี้ เป็นเพราะในสายตาของ วัตช์เค่ เขาเป็นโค้ชที่ดึงศักยภาพนักเตะออกมาได้ดีที่สุดคนนึงของยุโรปนั่นเอง

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

เบลริม เซมายลี่, โกคาน อินเลอร์, มาร์ก-อังเดร แตร์-สเตเก้น, กรานิต ชาก้า นักเตะเหล่านี้ผ่านการปลุกปั้นของ ฟาฟร์ มาแล้วแทบทั้งสิ้น รวมถึง มาร์โก้ ร๊อยส์ สตาร์สุดหล่อชาวเยอรมัน ที่จะได้หวนกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในถิ่นใหม่นี้

ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 4 เดือน กับความเปลี่ยนแปลงในทีมที่เต็มไปด้วยผู้เล่นดาวรุ่ง ฟาฟร์ ได้โชว์ศักยภาพในการคุมทีมเต็มที่ ทุกอย่างเป็นไปอย่างดี ทั้งบรรยากาศในทีม ฟอร์มการเล่น และอันดับบนตาราง

นักเตะวัยรุ่นของเสือเหลือง ตอบโจทย์ของ ฟาฟร์ ผู้เป็นกุนซือได้เป็นอย่างดี ด้วยแท็คติคการเล่นบอลเร็วของเขา การเพรสซิ่งต่าง ๆ ทุกอย่างดูเหมาะสมไปหมดกับนักเตะ ดอร์ทมุนด์ ชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเกมรุกที่ทำประตูได้มากสุดในบุนเดสลีกาตอนนี้ ที่ 33 ประตู และเกมรับก็ถือว่าดีเยี่ยม เสียไปแค่ 12 ลูก เป็นรองแค่ อาร์เบ ไลป์ซิก ที่เสียน้อยสุดที่ 9 ลูกทีมเดียวเท่านั้น

และกับของถนัด การดึงเอาศักภาพ พัฒนาความสามารถของนักเตะ ฟาฟร์ ก็ยังคงทำได้อย่างวิเศษ ราวกับร่ายมนตร์เหมือนเดิม ชัดเจนที่สุดก็น่าจะเป็น จาดอน ซานโช่ ก่อนย้ายมาเล่นที่นี่

จริงอยู่ที่ใครหลายคนรู้ว่าเขาเป็นดาวรุ่งพรสวรรค์สูง และยิ่งมาอยู่ในมือของ ฟาฟร์ ซานโช่ ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด กลายเป็นหนึ่งในแกนหลักของแนวรุกเสือเหลือง ซัดไปแล้วถึง 5 ประตู บวกกับอีก 8 แอสซิสต์ จากทุกรายการที่ลงเล่น ซึ่งผลงานนี้เกิดขึ้นจากเด็กวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น !

ไหนจะ ปาโก้ อัลกาเซร์ ศูนย์หน้าเลือดกระทิงที่ยืมตัวมาจาก บาร์เซโลน่า ซึ่งฟอร์มกำลังเข้าฝักอย่างมากอยู่ในตอนนี้ กดไปถึง 9 ประตู จากการลงเล่นทั้งหมดแค่ 8 เกม ล่าสุดเป็นคนซัดประตูชัย ดับ บาเยิร์น มิวนิค ในศึก “แดร์ คลาซิเกอร์” แบบสุดแสบ กลายเป็นอีกหนึ่งขวัญใจคนใหม่แห่งค่ายเสือเหลืองไปซะแล้ว

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ “การกลับมาเกิดใหม่ของ ร๊อยส์” ภายใต้คาถาของกุนซือคู่บุญอย่าง ฟาฟร์ เอง ที่เรียกได้ว่า รู้มือกันเป็นอย่างดี มาถึงตอนนี้ ร๊อยส์ ที่สภาพฟิตเต็มถังยังไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวน ก็มีบทบาทสำคัญในทีมของ ฟาฟร์ เป็นอย่างมาก ทำหน้าที่ได้อย่างสุดยอดในฐานะทั้งกัปตันทีมและจอมทัพในเวลาเดียวกัน

ส่วนเรื่องผลงาน ต้องบอกว่า “ออนไฟร์” โคตร ๆ จาก 17 เกมทั้งหมดทุกรายการ ร๊อยส์ ก็ได้รังสรรค์ออกมาเป็น 11 ประตู กับอีก 7 แอสซิสต์ นับว่าเป็นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขาฤดูกาลนึงเลย

โค้ชผู้ปลุกวิญญาณ

ไม่ใช่แค่นักเตะที่เรากล่าวถึงเท่านั้น ยังมีอีกหลายคน อาทิ มาห์มูด ดาฮูด, คริสเตียน พูลิซิช, ยาค็อบ บรูโน่-ลาร์เซ่น, อักเซล วิตเซล รวมถึงนักเตะคนอื่น ๆ ต่างโชว์ผลงาน สอดรับ สลับปรับเปลี่ยนไปตามแท็คติตของ ฟาฟร์ ได้อย่างไม่ขัดเขิน

ทำให้ตอนนี้ “โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์” เป็นทีมที่ร้อนแรงที่สุดแล้วในเยอรมัน เสือเหลืองชุดนี้มีทั้งฝีมือ ความห้าว และความกระหาย พร้อมท้าทายบัลลังก์ บาเยิร์น มิวนิค อย่างเต็มสูบในฤดูกาลนี้ อีกทั้งจากระยะห่าง 4 แต้ม ที่นำรองจ่าฝูงอย่าง กลัดบัค กับนำ บาเยิร์น ที่ร่วงไปอยู่ที่ 5 ตอนนี้ ความห่าง 7 แต้ม ถือว่าไม่ห่างนัก แต่ก็ได้เปรียบอยู่พอสมควร ทำให้แฟน ๆ ดอร์ทมุนด์ เริ่มมีหวังกันเป็นอย่างมากกับการไล่ล่าถาด บุนเดสลีก ในปีนี้ อีกครั้ง !

ยังไงซะ ฟาฟร์ และลูกทีมต้องไม่ลืมว่าตอนนี้ เพิ่งจะผ่านมาเพียง 11 เกมเท่านั้น ยังเหลือเส้นทางอีกยาวไกลในการแข่งขันฤดูกาลนี้ให้พวกเขาต้องฝ่าฟันไป แต่ด้วยฟอร์มที่ไฉไลขนาดนี้ มันก็ทำให้พวกเขาและแฟน ๆ นั้นอดหวังไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้อยู่ ที่สำคัญ สิ่งเหล่านี้เป็นได้ทั้งแรงกดดัน ที่อาจทำให้ผลงานของพวกเขาตกลง รวมทั้งอาจจะเป็นแพสชัน ที่จะพาพวกเขาก้าวทะยานไปแบบไม่ยุดยั้ง พร้อมหยุดความเงียบงัน ที่ไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกมาได้ตั้งแต่ปี 2012

กว่าจะคิดไปไกลกันขนาดนั้น ตัดมาที่ทิศทาง ณ ปัจจุบัน ฟอร์มการเล่นต่าง ๆ รวมถึงผลงานที่ปรากฏ ถึงตอนนี้ เราสามารถพูดได้หรือยัง ว่า ลูเซียง ฟาฟร์ คนนี้คือ โค้ชผู้มาปลุกวิญญาณเสือเหลืองตัวนี้ให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง ?


ถ้าคุณคือคนที่รักการเสี่ยงโชค ต้องไม่พลาด ติดตาม เทคนิค วิธีเล่น เกม พนันกีฬา ออนไลน์ ที่ wiredtocreatebook.com

Leave a Reply